
จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะใช้เวลาเพียง 1 นาทีช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ หลายคนคงเกิดคำถามขึ้นในใจ แต่ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้าในปัจจุบันนี้ ได้ทลายข้อจำกัดดังกล่าวได้แล้ว กับ นวัตกรรมระบบ AI สำหรับการคัดกรองโรคและการประยุกต์ใช้สำหรับการแพทย์ฉุกเฉิน ระบบประมวลอาการและคัดกรองผู้ป่วย จากสัญญาณเสียงพูดเป็นตัวอักษร เพียง 1-3 นาทีเท่านั้น
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) , บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด , ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) , องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว และโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี เปิดตัว “นวัตกรรมระบบ AI สำหรับการคัดกรองโรคและการประยุกต์ใช้สำหรับการแพทย์ฉุกเฉิน” ระบบประมวลอาการและคัดกรองผู้ป่วย จากสัญญาณเสียงพูดเป็นตัวอักษร เพียง 1-3 นาทีเท่านั้น
นพ.อนวัช เสริมสวรรค์ รองคณบดีฝ่ายบริการทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า "นวัตกรรม AI Assistive Platform for Emergency Medical Services หรือ AIEMS ระบบประมวลอาการและคัดกรองผู้ป่วย จากสัญญาณเสียงพูดเป็นตัวอักษรที่มีการทำงานร่วมกันกับการแพทย์ฉุกเฉิน โดยจะนำส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รถฉุกเฉิน เพื่อจัดเตรียมรถฉุกเฉินที่อยู่ใกล้และเลือกรถฉุกเฉินที่เหมาะกับอาการของผู้ป่วยภายในเวลา 8 นาที "
โดยที่ผ่านมาศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินต่างๆ ประสบปัญหาจำนวนคนให้บริการและเหตุก่อกวนอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยจริงได้อย่างทั่วถึง ซึ่งแต่ละปีมีการสูญเสียชีวิตมากกว่า 3 แสนคน ทั้งนี้ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายสู่การเป็นเวิลด์แพลตฟอร์ม และถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนวัตกรรมดังกล่าว นับว่าเป็นการตอกย้ำจุดแข็งของสถาบันในการเป็น “รากฐานนวัตกรรม” ของประเทศไทย เพื่อรองรับกับการก้าวไปสู่สังคมสมาร์ทซิตี้ (Smart City)
ด้าน ดร.วาทยา ชุณห์วิจิตรา นักวิจัย ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า "การทำงานของระบบแปลงเสียงพูดเป็นข้อความที่เนคเทคพัมนาอยู่มีความแม่นยำอยู่ที่ 80% จากสภาพแวดล้อมที่ระบบรู้จัก แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน ความแม่นยำจะลดลงมาอยู่ที่ 60-70% ซี่งได้มีการทดลองใช้กับหลายหน่วยงานแล้ว
ซึ่งระบบ AI ต้องการข้อมูลเพื่อเป็นการพัฒนาระบบ ฉะนั้นจะต้องมีการให้ข้อมูลจริงจากผู้ใช้งาน เพื่อพัฒนา ปรับปรุง ให้กับ AI ได้มีการเรียนรู้มากขึ้น โดยการใช้ AI ในทางการแพทย์ยังคงต้องใช้คนเป็นหลัก เพราะ AI จะเป็นเพียงตัวช่วยในการถอดเสียงพูดออกมาเป็นตัวอักษรเท่านั้น ยังไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ความแม่นยำหรือสถานการณ์ได้เอง แต่สามารถเป็นตัวช่วยในการทำงานของแพทย์ได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น
โดยแนวทางการพัฒนาของเนคเทคที่มีต่อระบบ AI จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นหลัก เพื่อที่จะตอบโจทย์ความแม่นยำที่ดีขึ้นต่อไปในการใช้งาน และยังมีการพัฒนาในเรื่องของภาถิ่นให้กับ AI อีกด้วยเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ต่อไปในอนาคต"
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักบริหารงานทั่วไปและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เว็บไซต์ www.facebook.com/kmitlofficial, www.kmitl.ac.th และโทรศัพท์ 02 - 329 8111
Youtube : AI Assistive Platform for Emergency Medical Services (AIEMS)
วรรณรัตน์ เปรมจิตต์ชื่น : ผู้สื่อข่าว
#####################
