หมดยุค “ทำมากได้น้อย” สู่การ “ทำน้อยแต่ได้มาก” กับ BCG Model

         กระทรวง อว. เดินหน้านโยบาย BCG Model เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน ยกระดับเกษตรกรไทยยุคใหม่

        จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ระบุว่า แต่เดิมประเทศไทย เป็นสังคมเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมเป็นหลัก มีประชากรในภาคเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก ด้วยสถิติของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2556 ที่ระบุไว้ว่า แรงงานในภาคการเกษตร มีจำนวนสูงถึง 32.3% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเพียง 17% และภาคบริการ 7% แม้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ จะมาจากภาคเกษตรกรรม แต่เกษตรกรกลับมีรายได้น้อย ทำให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตรน้อยลง

        สำหรับการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ต้องเริ่มจากการแก้ไขและก้าวข้ามปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ปัญหาขยะ ภาวะโลกร้อน รายได้ของเกษตรกรที่ไม่เพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในปัจจุบัน มุ่งขับเคลื่อน BCG Model ด้วยรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจาก “ทำมากแต่ได้น้อย” ไปสู่ “ทำน้อยแต่ได้มาก” กระจายโอกาส กระจายรายได้ ไปสู่ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ
เร่งให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างทั่วถึง ช่วยต่อยอดจุดแข็งของประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น บนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน
หลายคนอาจจะเคยได้ยินหรือสงสัยว่า BCG Model คืออะไรกันหนอ?


        BCG Model ประกอบด้วย 3 เศรษฐกิจหลัก ที่จะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ได้แก่
        1) B - Bio Economy เศรษฐกิจชีวภาพ เป็นการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอด ทรัพยากรชีวภาพ หรือผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นต้นทุนเดิมของประเทศที่มีอยู่มากมายเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อน เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีธาตุอาหารสูง
        2) C - Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน เน้นการนำทรัพยากร วัสดุเหลือทิ้ง กลับมารีไซเคิล หรือใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และมุ่งเน้นไปที่ ZERO WASTE หรือการลดปริมาณของเสียให้น้อยลง หรือเท่ากับศูนย์ ด้วยการปรับกระบวนการผลิต การเปลี่ยนของเสียจากการผลิต เช่น การเปลี่ยนกากมันสำปะหลัง จากการผลิตแป้งเป็นพลังงาน เอทานอลและก๊าซชีวภาพ
        3) G - Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว เน้นแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่น การใช้เอมไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อการฟอกกระดาษ การใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช ทดแทนการใช้สารเคมี

        นอกจากเศรษฐกิจหลัก 3 ด้านที่กล่าวมานี้แล้ว ยังครอบคลุมเศรษฐกิจอีก 3 ด้านที่สำคัญ คือ
        1) เศรษฐกิจอัจฉริยะ intelligent Economy เป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยวางแผนและจัดการระบบต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น
        2) เศรษฐกิจร่วมใช้ประโยชน์ Sharing Economy เป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ เป็นการให้บริการแบบทางเลือก ที่เราสามารถเลือกใช้ประโยชน์ได้ตามความต้องการของตัวเอง และมีความหลากหลาย เช่น การหาที่พัก และการเลือกใช้รถยนต์โดยสารในแอพพลิเคชั่นต่างๆ
        3) เศรษฐกิจผู้สูงวัย Silver Economy เป็นการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์ และบริการที่จะรองรับผู้สูงอายุ เพื่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และสามารถนำไปใช้ได้ กับกลุ่มผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย

        ขณะเดียวกันแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต ทั้งเทคโนโลยี การก้าวเข้าสู้สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มแรงงานที่มีแนวโน้มจำนวนลดลงนั้น การเตรียมรับมือ ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลจึงพยายามผลักดันเศรษฐกิจแบบใหม่ เช่น ต้องเป็นระบบที่ใช้ความรู้ การจัดการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการมีระบบเศรษฐกิจที่ค่อนข้างส่งผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ และปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว


        รัฐบาลจึงออกแบบโมเดลนี้ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็น S-Curve ทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่
        1) ด้านเกษตรและอาหาร สนับสนุนให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มมาใช้ควบคุม ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย เพิ่มมูลค่า
        2) ด้านพลังงานและเคมีชีวภาพ ใช้เทคโนโลยีแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม แปรรูปวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมไปเป็นพลังงานชีวภาพ
        3) ด้านสุขภาพและการแพทย์ สนับสนุนการวิจัยยาและวัคซีนจากพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีการแพทย์แบบแม่นยำมาใช้ เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา
        4) ด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม นำระบบบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยว โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยสร้างเนื้อหาการท่องเที่ยว บริหารจัดการเส้นทาง และจำนวนนักท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง ทำให้ได้สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง คนในพื้นที่ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

        นี่ก็เป็นแนวคิดเศรษฐกิจหลัก หรือ BCG Model ที่ทุกฝ่ายจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เกษตรกร ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เรียบเรียง : เจษฏา อรรถบดี
บรรณาธิการ : นันธวัฒน์ กิ่งนอก
ที่ปรึกษา : จิรวัฒน์ จุฑาวุฒิกุล


ข่าวล่าสุด

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
1161598
1348437
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
812
1233
5750
1334019
17268
31501
1348437