
การเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา : บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้กับเยาวชนและบุคลากรระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและฉับพลัน การพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ธุรกิจ สินค้าและการบริการ จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ กำลังคน บนพื้นฐานความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยการออกแบบระบบพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเป็นลำดับขั้นบันได เริ่มตั้งแต่ นักวิจัยรุ่นเยาว์ ระดับอาชีวศึกษา โครงการสนับสนุนทุนส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ ผ่านโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ซึ่งเป็นทุนที่เน้นผลิตนักวิจัยใหม่ ให้ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และทุนโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ที่ตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจความรู้ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ในอนาคต ตามเป้าประสงค์ของการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ นักวิจัยรุ่นใหม่ โดยการสนับสนุนทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ ทุนพัฒนาศักยภาพ ในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ และทุนนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) นักวิจัยรุ่นกลาง โดยการสนับสนุนทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นกลาง (เมธีวิจัย) ทุนส่งเริมสร้างงานวิจัยภาคอุตสาหกรรม (พวอ.) ทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อกิจการขนาดเล็กและขนาดย่อม (พวอ.) และนักวิจัยอาวุโส โดยการสนับสนุนทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น และทุนส่งเสริมกลุ่มนักวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) ทั้งนี้ การพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ในประเด็นที่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ “Thailand 4.0” และนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ จึงเป็นทิศทางที่ภาคการวิจัย ร่วมมือกันผลักดันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเพื่อการพัฒนาประเทศโดยองค์รวม โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่รัฐบาลมุ่งหวังแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานรากที่เรียกว่า “BCG Economy Model” ซึ่งระบบเศรษฐกิจ BCG จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ที่เดิมจะพึ่งพาภาคการเกษตรเป็นหลัก แต่รายได้กลับสวนทาง ทำให้แรงงานด้านนี้ลดน้อยลง ขณะเดียวกันในอนาคตที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลุ่มแรงงานมีแนวโน้มลดลง การเตรียมรับมือถือเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลจึงพยายามผลักดันเศรษฐกิจแบบใหม่ ภายใต้โมเดล BCG ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็น S-Curve ทั้งหมด 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร 2) อุตสากรรมพลังงานและเคมีชีวภาพ 3) อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ และ 4) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โมเดลดังกล่าว วช. มีความพร้อมที่จะสนับสนุนด้านต่างๆ ในการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ตาม BCG โมเดล ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ ชุมชนเข้มแข็ง มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยในปัจจุบันได้มีการใช้ BCG โมเดล ที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ อาทิ การนำความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ดูแลการบริหารจัดการวัตถุดิบครบวงจร พัฒนากระบวนการ ก่อน - ระหว่าง – และหลัง การฉายรังสี จนได้คุณภาพดี สามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จในรอบ 12 ปี เป็นผลงานการวิจัยของ วช. ที่สร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย

การจัดกิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา : บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในครั้งนี้ คาดว่า จะสามารถพัฒนาทักษะและเทคนิคด้านการประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมของอาจารย์และบุคลากร ผู้รับผิดชอบในการพัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ให้สามารถร่วมกันพัฒนางานประดิษฐ์ที่รองรับความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศในอนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิต่อไป
ผู้สื่อข่าว : นันธวัฒน์ กิ่งนอก
ที่ปรึกษา : จิรวัฒน์ จุฑาวุฒิกุล
####################################
