(วันที่ 17 มกราคม 2566) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและชมนิทรรศการกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “โครงการการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือตอนบนด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่มูลค่าของผลิตภัณฑ์ ปีที่ 2” (KOYORI Project) โดยมี ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นหัวหน้าโครงการฯ ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย



โครงการการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือตอนบนด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่มูลค่าของผลิตภัณฑ์ ปีที่ 2” (KOYORI Project) วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และคณะในการดำเนินการนำ KOYORI Project มาช่วยในการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมืองให้มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองที่มีความแตกต่างและโดดเด่นที่ตรงกับความต้องการของตลาดในยุคชีวิตวิถีใหม่โดยใช้นวัตกรรมและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารกิจการของกลุ่มหัตถกรรมพื้นเมืองเพื่อยกระดับของห่วงโซ่มูลค่าของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมือง อีกทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมืองนำแนวคิด BCG model มาประยุกต์ใช้ในกิจการของตนเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการและเทคโนโลยีที่ใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับเทรนด์ของโลก


สำหรับนิทรรศการที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 นิทรรศการ ได้แก่ 1. นิทรรศการกลุ่มผ้าปักนิธิ โดยผ้าปักลายนิธิเป็นผ้าพื้นเมืองของบ้านสันกอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ทางกลุ่มฯ ได้เลือกลวดลายดั้งเดิม ลายอาข่าและลายปักวิถีชีวิต ธรรมชาติ มาเป็นแรงบันดาลใจ มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม 2. นิทรรศการสุขสุข…ดิบดิบ คือการทำงานด้วยความสุขกับงานที่มีความดิบ ความเป็นธรรมชาติแท้ๆ ของหนังวัวและขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เน้นความเป็นธรรมชาติของหนังวัว เพื่อคงเอกลักษณ์ความงามของหนังวัวแท้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด 3. นิทรรศการจากร้านกำกึ้ดพิรุณ เป็นผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของครูช่าง เป็นการใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีในพื้นที่ เช่น ลูกประคําดีควาย ไม้ไผ่สีสุก ไม้จั๋งลูกหมาก ลูกเดือย เป็นต้น โดยนำวัสดุมาใช้ให้คุ้มค่าและเพิ่มมูลค่าด้วยการใช้งานฝีมือมาแปรรูปให้เกิดรูปทรงต่างๆ 4. นิทรรรศการจากร้าน Nine shop 99 โดยนำศิลปะมาผสมผสานกับการออกแบบให้เป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์และลวดลายการวาดตัวการ์ตูนด้วยมือของครูช่าง ที่ใช้เป็นตัวบอกเล่าแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานแต่ละชิ้นให้แตกต่าง มีเพียงชิ้นเดียว สร้างผลงานที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตามแนวคิด "The Art You Can Touch" ทำให้เกิดเป็นสินค้าที่แตกต่าง โดดเด่น มีเอกลักษณ์ ตามสไตล์ของการวาดด้วยมือ และ 5. นิทรรศการ NK เป่าแก้ว งานอาร์ตสุดมหัศจรรย์ เหมาะแก่การนำไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ ให้เป็นของขวัญ ของชำร่วย เมื่อมีงานมงคลต่างๆ ที่ทั้งประณีต และมีคุณค่าทางจิตใจอย่างมากอีกด้วย

 

 

วว. ผนึกกำลัง Dow สถาบันพลาสติก อำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง ชูนวัตกรรมแก้ปัญหาขยะชุมชนสร้างศูนย์ต้นแบบคัดแยก/แปรรูปวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง แห่งแรกของไทย

 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ผนึกกำลังพันธมิตรจังหวัดระยอง ได้แก่ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) อำเภอบ้านฉาง เทศบาลตำบลบ้านฉาง และสถาบันพลาสติก นำนวัตกรรมแก้ปัญหาขยะชุมชน สร้าง ศูนย์ต้นแบบคัดแยกและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล (Material Recovery Facility : MRF) คุณภาพสูงแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้ชุมชน ด้วยงานวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยงบสนับสนุนกว่า 20 ล้านบาท ตั้งเป้าช่วยนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณปีละ 1,000 - 2,000 ตัน มุ่งส่งเสริมการคัดแยกและยกระดับคุณภาพขยะ พร้อมขยายผลเป็นศูนย์ต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆ ของประเทศต่อไป

นายสุพจน์ ต่ออาจหาญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า การที่จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ผลิต ห้างร้าน ผู้บริโภค และสิ่งสำคัญที่สุดในฐานะผู้บริโภค คือ การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ครัวเรือนในชุมชน เพื่อให้ขยะแต่ละชนิดสามารถนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ในฐานะผู้แทนจังหวัดระยอง ขอขอบคุณ วว. Dow สถาบันพลาสติก และอำเภอบ้านฉาง รวมถึงทุกคนที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในครั้งนี้ มั่นใจว่าจังหวัดระยองของเรามีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะผนึกกำลัง ในการสร้างและยกระดับให้บ้านของพวกเราเป็นต้นแบบการจัดการขยะที่ยั่งยืนต่อไป

ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) และ Dow ได้ร่วมดำเนินงานโครงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม นำสู่การพัฒนาคุณภาพขยะพลาสติกในชุมชนอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 จวบปัจจุบัน ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการขยายผลในการบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญขององค์กรพันธมิตร และส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งศูนย์ต้นแบบคัดแยกและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล (Material Recovery Facility: MRF) คุณภาพสูงแห่งแรกของประเทศไทย ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และกองทุน Dow Business Impact Fund จากบริษัท ดาว ประเทศไทย เพื่อบริหารจัดการขยะชุมชน บรรจุภัณฑ์พลาสติก และของเหลือทิ้งในชุมชนแบบครบวงจรและยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มต่อการจัดการขยะ ยกระดับคุณภาพของวัตถุดิบรอบสองตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พัฒนาผลิตภัณฑ์จากขยะชุมชนและของเหลือทิ้งในพื้นที่อำเภอบ้านฉาง รวมถึงจัดการน้ำเสียและการผลิตพลังงานทดแทนชีวภาพ เมื่อดำเนินการสำเร็จจะนำรายได้เสริมมาสู่ชุมชน และช่วยลดปริมาณขยะในสิ่งแวดล้อม

“...วว. มุ่งเน้นการจัดการวัสดุรีไซเคิลที่ต้นทาง เพื่อสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สร้างงาน สร้างอาชีพ ขยายผลความสำเร็จสู่ภาคเอกชน ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy เชื่อมั่นว่าความร่วมมือเชิงบูรณาการของ วว. และพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการนำผลงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การสร้างต้นแบบศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิลครบวงจร อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนนวัตกรรมจากงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้งานจริง ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและเป็นรากฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศต่อไป...” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

 ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงข่าวเปิดนโยบายทิศทางการบริหาร “สวทช. ยุค 6.0” โดยตั้งเป้าขับเคลื่อน สวทช. เป็นดั่ง “ขุมพลังหลักด้านการวิจัย” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ตอบโจทย์สำคัญของชาติ สร้างผลกระทบต่อประชาชนและสังคมหมู่มาก นำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่ก่อตั้งมากว่า 30 ปี ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย นิคมวิจัยที่มีความสำคัญและขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีบุคลากรที่เป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอกมากกว่า 700 คน ถือว่ามากที่สุดในประเทศ และมีความเชี่ยวชาญครอบคลุม 5 สาขาวิจัยหลัก ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่ 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยี 2) เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม 3) เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ 4) นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี และ 5) เทคโนโลยีพลังงาน

“นอกจากในด้านกำลังคน สวทช. ยังมีเครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับสูงทั้งในด้านการวิจัยและคุณภาพ รวมถึงเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่พร้อมรองรับการขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นฐานสู่การสร้างงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

  • ปรับกระบวนทัพสร้าง ‘ขุมพลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ’

          สำหรับทิศทางการบริหาร สวทช. ยุค 6.0  ผู้อำนวยการ สวทช. เผยว่า ได้ปรับวิสัยทัศน์องค์กรครั้งใหม่ โดยมุ่งเป้าขับเคลื่อน สวทช. เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของรัฐและเอกชน ชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญ นำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด

          ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คือ การจัดกระบวนทัพนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญที่บ่มเพาะมานานกว่า 30 ปี มาสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศ ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือประชาชนและชุมชนต้องเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง ซึ่งหากทำได้สำเร็จอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ช่วยให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์และเห็นความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจชาติให้ก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง

          “สวทช. มุ่งมั่นสร้างผลงานด้าน วทน. ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย” คือ 1. เกษตรและอาหาร 2. สุขภาพและการแพทย์ 3. พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ และ 4. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐานในการพัฒนา เน้นดำเนินงานการพัฒนาภายใต้ โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Strategy)”

  • สร้างกลยุทธ์ NSTDA Core Business นำพลังวิจัย รับใช้สังคม

ด้วยปัญหาคอขวดที่งานวิจัยของประเทศไทยจำนวนมากยังไม่สามารถผลักดันไปสู่การใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ ได้ สวทช. ยุค 6.0 ภายใต้การบริหารของ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ในวาระแรกนี้ ได้กำหนดนโยบายที่เรียกว่า “NSTDA Core Business” โดยในเฟสแรกได้คัดเลือกงานวิจัยที่เป็นความเชี่ยวชาญและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมี 4 เรื่องหลัก คือ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มแก้ปัญหาการบริการด้านสาธารณสุขของประเทศ  FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional ingredient) ในรูปแบบ One stop service และ Thailand i4.0 Platform แพลตฟอร์มให้บริการ Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจร

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า NSTDA Core Business คือการระดมความเชี่ยวชาญของบุคลากรจำนวนมากจากหลายส่วนงานมาขับเคลื่อนและผลักดันสมรรถนะหลักขององค์กร ให้นํามาสู่การใช้ประโยชน์จริงผ่านเครือข่ายพันธมิตร และสร้างผลกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยกตัวอย่าง เทคโนโลยีในด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากแต่ประเทศไทยยังไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ สวทช. เล็งเห็นความสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้งานในสังคมได้มากขึ้น

“Traffy Fondue คือแพลตฟอร์มรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมืองในระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันรับแจ้งปัญหาแล้วมากกว่า 260,000 เรื่อง ช่วยลดเวลารับแจ้งปัญหาถึง 15 ล้านนาที มีการขยายผลการใช้งานไป 8,544 หน่วยงาน ใน 50 จังหวัด โดยมี 8 จังหวัด ที่ใช้งานทุกส่วนราชการ (นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น พะเยา ลำพูน ปราจีนบุรี ภูเก็ต และเพชรบูรณ์) ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการบริการสาธารณสุข ด้วยแพลตฟอร์ม A-MED Telehealth แพลตฟอร์มหลังบ้าน เพื่อช่วยให้บุคลากรทางแพทย์สามารถทำงานบนข้อมูลเดียวกัน ในการตรวจ รักษา และติดตามผู้ป่วย ในระบบ Home Isolation ในสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 รวมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อการเบิกจ่ายผ่านระบบสาธารณสุขหลักของประเทศ ปัจจุบันมีผู้ป่วยใช้งานสะสมมากกว่า 1,360,000 คน สถานพยาบาล 1,400 แห่ง รวมถึงแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพมากกว่า 16,000 คน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมการแพทย์ และสํานักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ขยายผลสู่ระบบ A-MED Home Ward ระบบบริการดูแลผู้ป่วยใน ที่บ้าน และร่วมมือกับสภาเภสัชกรรม ขยายผลสู่ระบบ A-MED Care ระบบการดูแลโรคทั่วไปหรือการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ (Common Illness) แก่ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง สามารถรับยาฟรีที่ร้านยาคุณภาพใกล้บ้าน”

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวด้วยว่า ด้วยประสบการณ์การศึกษาและทำวิจัยทั้งสถาบันวิจัยของรัฐและเอกชนในต่างประเทศ รวมถึงความสามารถในการบริหารหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในองค์กรสำคัญระดับประเทศ พร้อมนำความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ที่มีมารับใช้ประเทศ โดยจะร่วมกับนักวิจัย สวทช.ขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นพลังสำคัญใช้งานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาประเทศให้ฟื้นตัวหลังจากภาวะวิกฤติโควิด-19 ให้เร็วที่สุด

“สวทช. พร้อมส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างผลกระทบให้กับประเทศ โดยนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญของ สวทช. ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ และเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม โดยจะส่งเสริม ผลักดัน และประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยวิจัย และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันยกระดับและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาสาธารณะที่สำคัญ ด้วยการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม

ในระยะแรกจะมุ่งเน้นภาคเอกชนที่มีความพร้อมจะพัฒนาด้วยการวิจัย และหน่วยงานในพื้นที่ เช่นกรุงเทพมหานคร ตลอดจนขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมาใช้งานอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญของ สวทช. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งพร้อมสนับสนุนและร่วมมือให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อม สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ให้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใน EECi และสร้างผลงานวิจัยออกสู่ตลาดร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” ผอ. สวทช. กล่าวทิ้งท้าย

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และโรงเรียนจิตรลดา จับมือเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจในอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนจิตรลดา หลังร่วมมือกันสร้างค่ายวิทยาศาสตร์ และจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้มาร่วม 7 ปี

 

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โดย รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และโรงเรียนจิตรลดา โดย ผศ.ดร.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ณ ศาลาผกาภิรมย์ โรงเรียนจิตรลดา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การทำวิจัยของครูและโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีซินโครตรอนและสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันพัฒนาทรัพยากรบุคคล และสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เยาวชนมีเจตนคติที่ดีต่อวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนทางวิชาการ การฝึกอบรม การจัดกิจกรรม ผลักดันโครงการวิทยาศาสตร์และค่ายวิทยาศาสตร์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

ผศ.ดร.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ กล่าวว่า “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเชื่อมโยงสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนกับโรงเรียนจิตรลดา ให้นักเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ไปร่วมกิจกรรมที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ที่ผ่านมานักเรียนประถมได้เข้าค่ายทั้งได้ความรู้ สนุกสนาน และประทับใจในทุกกิจกรรมที่สถาบันฯ จัดให้ ส่วนนักเรียนมัธยมได้ไปเข้าค่ายและศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับแสงซินโครตรอน ทำให้นักเรียนประทับใจ จุดประกายให้นักเรียนอยากมีความรู้สูงมากขึ้น และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการไปเยือนเซิร์น (CERN) เกือบทุกปี หวังว่านักเรียนจิตรลดาส่วนหนึ่งจะได้เรียนสูงขึ้นและมีโอกาสได้ไปทำงานที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ”

“ก่อนหน้านี้สถาบันฯ และโรงเรียนจิตรลดามีความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนการสอน ฝึกอบรม และจัดกิจกรรม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เยาวชนมีเจตนคติที่ดีต่อวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายๆ กิจกรรม ได้แก่ “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย...ท่องแดนซินโครตรอน” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ “ค่ายลำแสงซินโครตรอน...แสงแห่งอนาคต” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 5 ซึ่งทั้งสองค่ายมีการจัดมาทุกปีตั้งแต่ปี 2559 และห่างหายไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 สำหรับการลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการอย่างต่อเนื่องต่อไป” ผศ.ดร.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ กล่าว

รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ กล่าวว่า “สถาบันฯ มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีซินโครตรอน และมีบุคลากรที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้และสร้างแรงดาลใจให้แก่เยาวชน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมและต่อยอดกิจกรรมต่างๆ ที่เราได้ร่วมมือกันมา โอกาสนี้สถาบันฯ ยังได้นำตัวอย่างผลงานวิจัยมาจัดแสดงให้เด็กๆ ได้เห็นประโยชน์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีซินโครตรอน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ร่วมพัฒนากับภาคอุตสาหกรรม เครื่องผลิตออกซิเจนโดยนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ โมเดลห้องเชื่อมโลหะต่างชนิดในสภาวะสุญญากาศ และท่อเร่งอนุภาคเชิงเส้นที่ได้จากการเชื่อมโลหะต่างชนิดในสภาวะสุญญากาศและได้ผ่าครึ่งเพื่อให้เห็นโครงสร้างภายใน เป็นต้น”

 

 

 

พร้อมกันนี้ ดร.ประพงษ์ คล้ายสุบรรณ์ ประธานจัดค่ายวิทยาศาสตร์น้อย...ท่องแดนซินโครตรอน (สำหรับโรงเรียนจิตรลดา) และผู้จัดการโครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV ได้กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “แสงซินโครตรอน...ลำแสงสุดล้ำ” ให้แก่นักเรียนโรงเรียนจิตรลดากว่า 200 คนที่เข้าร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ด้วย

 

 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) จัดงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566” ชวนเยาวชนร่วมกิจกรรมด้านวิทย์ฯ จัดเต็มในรูปแบบ Online ใน Theme เล่นแร่แปล “ธาตุ”

 

ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า วศ. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีได้อย่างมีสาระและสนุกสนาน ผ่านการคิด ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริง ในปีนี้ “ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “KIDS SCIENCE คิดส์สร้างโลก อย่างสร้างสรรค์” เพื่อให้สอดคล้องกับคำขวัญวันเด็กปี 2566 ที่ว่า “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี” วศ. จึงได้นำเรื่องของ “ตารางธาตุ” มาเป็นกิจกรรมหลักเชิญชวนให้เยาวชนมาร่วมสนุกกัน โดยให้จัดหมวดหมู่ของธาตุที่ค้นพบให้เป็นระเบียบ ทั้งธาตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา มีการจัดเรียงธาตุเคมีตามโครงสร้างและคุณสมบัติของธาตุที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำและการต่อยอด สามารถใช้ทำนายหรือคาดการณ์คุณสมบัติทางเคมีของธาตุที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือธาตุที่จะสังเคราะห์ขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ฯลฯ

  


ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 14 มกราคม 2566 ใน Fanpage : กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ข่าวล่าสุด

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
1161705
1348546
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
921
1233
5859
1334019
17377
31501
1348546