(วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566) ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การบริการวิชาการการจัดการความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน มุ่งเน้น 3 ด้านคือ การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนากำลังคน นำร่องด้วยฐานข้อมูลด้านคุณภาพน้ำประปาที่มีการปนเปื้อนฟลูออไรด์ โลหะหนัก และสารเคมีตกค้างด้วยนาโนเทคโนโลยี ในโรงเรียนพื้นที่ลำปางกว่า 100 แห่ง เพื่อสร้างนวัตกรคุณภาพน้ำ 100 คน รวมถึงนวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดลำปางกว่า 270 ครัวเรือน ด้วยเป้าหมาย 2 ลด 3 เพิ่ม คือ ลดโรค ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด เพิ่มคุณภาพน้ำและคุณภาพชีวิต

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนไทยด้วยนโยบาย BCG เพื่อสร้างความเข้มแข็งสำหรับเศรษฐกิจฐานราก” ว่า นับเป็นวันที่เฝ้ารอคือ การทำข้อตกลงระหว่าง สวทช. ที่เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่และมีผลกระทบในระดับสูงของประเทศ เทียบเคียงต่างชาติได้อย่างดี กับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางที่ก่อนหน้านี้ เราได้ปฏิรูปมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ให้มีความโดดเด่นในแง่ของการมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยสาระสำคัญในวันนี้มี 2 เรื่องคือ การบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการบำบัดน้ำเสียด้วยองค์ความรู้ทางเคมี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่สร้างองค์ความรู้ด้านการวิจัยขั้นสูงและหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเชิงพื้นที่

โดยเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ โดยเพาะการบำบัดน้ำเสียด้วยองค์ความรู้ทางเคมีนั้น เราจะเห็นว่า ปกติการบำบัดน้ำเสียจะใช้ระบบกรองต่างๆ ซึ่งบางครั้ง ก็จำเป็นต้องใช้ไส้กรองพิเศษ อาทิ เซรามิก ซึ่งเป็นเคมีขั้นสูงมาช่วยแก้ปัญหาสารปนเปื้อนต่างๆ ที่ระบบกรองธรรมดาอาจจะไม่เพียงพอ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัญหาสำคัญของไทยคือ คุณภาพน้ำ ที่แม้เราจะมีน้ำมากจนบางครั้งเกิดน้ำท่วม หรือเกิดภาวะน้ำแล้งสลับกัน ก็จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค

“ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เชื่อได้ว่าจะเป็นการนำ "ความรู้สู่การปฏิบัติ" ที่เห็นภาพชัดเจน ที่ผ่านมาไทยเรามีการนำความรู้สู่การปฏิบัติไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับวิชาเคมีที่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คน และไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการนำองค์ความรู้ด้านเคมีทั้งอินทรีย์และอนินทรีย์มาต่อยอดใช้ประโยชน์ในแง่การบริหารจัดการน้ำที่สำคัญอย่างมาก และอยากให้ต่อยอดเรื่องของน้ำเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะเรื่องของการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแต่ละพื้นที่เพื่อดูความเสี่ยงต่อสุขภาพ ที่จะสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปขยายผลเพื่อดูความเสี่ยงเชิงสุขภาพ ร่วมกับหน่วยงานทางการแพทย์ต่อไป” ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนกกล่าว

สาระสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. หน่วยงานที่สร้างองค์ความรู้ด้านการวิจัยขั้นสูง หรือเรียกว่า เป็น Scientific Partner และ มรภ.ลำปาง ในฐานะหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเชิงพื้นที่ ทำงานเป็น Local Partner ร่วมกันนำองค์ความรู้ด้านเคมีสู่การปฏิบัติใช้จริงในพื้นที่ เกิดการพัฒนา ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ภายในท้องถิ่น เชื่อว่า จากความร่วมมือนี้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก และอยากให้มีโอกาสแบบนี้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏอื่นๆ อีก โดยอยากให้ได้มาเยี่ยมชม สวทช. เพื่อนำสู่ความร่วมมือที่จะนำความรู้สู่การปฏิบัติในมิติอื่นๆ ต่อไป

          ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. พร้อมเป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จาก วทน. ของรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด โดยอาศัยความสามารถของบุคลากรวิจัย ความพร้อมทางด้านเครื่องมือของ สวทช. ไปเสริมสร้างระบบวิจัยของประเทศให้เข้มแข็งโดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน หน่วยวิจัย มหาวิทยาลัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยในเชิงพื้นที่อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

          “ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การบริการวิชาการการจัดการความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาเพิ่มความเข้มแข็งทางวิชาการ การพัฒนากำลังคนและจัดการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่นำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน จะเป็นการตอกย้ำความร่วมมือของหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ที่ สวทช. จะร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนจังหวัดการพัฒนาด้านการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) กรอบความร่วมมือดำเนินงานวิจัยและพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกันจัดหาและสนับสนุนทรัพยากร ร่วมแลกเปลี่ยนและเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการ และร่วมกันพัฒนาบุคลากร พัฒนาหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

          ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือที่กล่าวไปข้างต้นนั้น โครงการนำร่องที่จะเกิดขึ้นมี 3 ด้านคือ ด้านการพัฒนากำลังคน ที่นักวิจัยนาโนเทค ร่วมพัฒนาหลักสูตรและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเคมี ในรูปแบบ Cooperative and Work Integrated Education (CWIE) ในปี 2565 ที่ผ่านมา, ด้านการเกษตร โดยทำโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรการเกษตรโดยการใช้ชุดทดสอบสารตกค้าง GT-Pesticide Residual test kit เพื่อตรวจสอบคุณภาพผลผลิตเกษตรปลอดภัย และเทคนิคการขยายสารชีวภัณฑ์คุณภาพ และการพัฒนาจุดเรียนรู้ด้านเกษตรปลอดภัยและเกษตรอัจฉริยะ ที่บ้านสัก ต.บ้านเอื้อม

          ส่วนด้านบริหารจัดการน้ำนั้น จะเป็นการร่วมดำเนินการโครงการการตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคด้วยวิทยาศาสตร์ (โครงการบูรณาการน้ำ ปี 2566) ได้แก่ โครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านคุณภาพน้ำประปาที่มีการปนเปื้อนฟลูออไรด์ โลหะหนัก และสารเคมีตกค้างด้วยนาโนเทคโนโลยีสำหรับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดลำปาง และโครงการนวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคที่มีการปนเปื้อนฟลูออไรด์ โลหะหนัก และสารเคมีตกค้างด้วยนาโนเทคโนโลยี

          “เป้าหมายคือ ฐานข้อมูลคุณภาพน้ำในพื้นที่โรงเรียนของจังหวัดลำปางมากกว่า 100 โรงเรียน สร้างนวัตกรพัฒนาคุณภาพน้ำ 100 คน รวมถึงนวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดลำปางกว่า 270 ครัวเรือน ที่นำสู่คุณภาพน้ำที่มีมาตรฐาน น้ำประปาหมู่บ้านสำหรับชุมชน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการขยายผลการพัฒนาฐานข้อมูลและคุณภาพน้ำโดยอาศัยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการพัฒนากำลังคน ตามเป้าหมาย 2 ลด 3 เพิ่ม คือ ลดโรค ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด เพิ่มคุณภาพน้ำและคุณภาพชีวิต” ศาสตราจารย์ดร.ชูกิจ ย้ำ

รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ สมุทธารักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง (มรภ.ลำปาง) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพันธกิจ ตามยุทธศาสตร์ราชภัฏ โดยเน้น การพัฒนาท้องถิ่น การผลิตบัณฑิตและการยกระดับการศึกษา ซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้ดำเนินการมาอย่างยาวนานในจังหวัดลำปางและจังหวัดลำพูน รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง โดยเน้นการยกระดับรายได้และคุณภพชีวิต การพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดการฐานข้อมูล และการบูรณาการฐานภูมิปัญญาจนเกิดองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาชุมชนควบคู่กับการพัฒนาบัณฑิต มีความรู้โดดเด่นเชิงพื้นที่ กระบวนการการทำงานเชิงพื้นที่เป็นการยอมรับในระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและครูระดับโรงเรียน

จากที่มรภ.ลำปาง มีความสนใจในความร่วมมือกับสวทช. ที่รู้กันดีว่า เป็นหน่วยงานที่นำความสามารถอันเหนือชั้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งได้ดำเนินงานผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์ทั้ง 5 ศูนย์แห่งชาติ ได้แก่ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) มุ่งพัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยี ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) มุ่งพัฒนางานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ

จุดเริ่มต้นความร่วมมือของสองหน่วยงานความร่วมมือปี 2555-2564 การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรสู่ชุมชน กลุ่มเกษตรกร 5 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดลำปาง และในงบประมาณ พ.ศ. 2565 โครงการพัฒนาการผลิตน้ำสะอาดในชุมชน โดยเทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำ: ชุมชนบ้านป่าสัก ตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จากงบประมาณวิจัย วช.งบประมาณ พ.ศ. 2566 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยได้มีโครงการร่วมมือ แผนบูรณาการน้ำ ปี 2566

สำหรับความคาดหวังที่มีต่อความร่วมมือ รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ เผยว่า มี 3 เรื่องคือ ความร่วมมือ จะนำไปสู่การพัฒนาด้านการวิจัยร่วมกัน เช่น การพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อขอทุน, การพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เป็นการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนและเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์และข้อมูลทางวิชาการ เป็นการส่งเสริมนักศึกษา และบุคลากรไปแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงาน

“มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เป็นหน่วยงานในการอำนวยการเชิงพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชี้เป้าประเด็นปัญหา รวมถึงรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ชุมชน โดย บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จะรับการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก สวทช.  ดังเช่นที่ คณะวิทยาศาสตร์รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเคลือบเซรามิกแบบซิลเวอร์นาโนสำหรับฆ่าเชื้อในระบบกรองน้ำชุมชนจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. การพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตร์ เคมี ที่มีการแต่งตั้งอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยร่วม การจัดการและสนับสนุนทรัพยากร เช่น การใช้ทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกัน” อธิการบดี มรภ.ลำปาง ชี้

 

 

(25 มกราคม 2566)  กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) โดย ดร.จิราภรณ์ บุราคร นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ให้การต้อนรับ นายวัลลภ มานะธัญญา อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พร้อมคณะกรรมการในการจัดงานประกวด “ข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 2” ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อสรรหาสุดยอดข้าวพันธุ์ใหม่ที่โดดเด่นครบทุกด้าน ทั้งการเพาะปลูก การขัดสี จนถึงรสชาติข้าวที่หุงสุกแล้ว เพื่อสนับสนุนนักพัฒนา/ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย ในการร่วมกันพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก ซึ่งการประกวดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ข้าวหอมไทย ข้าวขาวพื้นนุ่ม และข้าวขาวพื้นแข็ง โดยการทดสอบการชิมข้าวพันธุ์ใหม่ ณ ห้องปฏิบัติการทดสอบรสชาติอาหารไทย ชั้น 5 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ทั้งนี้ วศ. โดย กลุ่มคุณภาพทางประสาทสัมผัสในอาหาร กองผลิตภัณฑ์อาหารและวัสดุสัมผัสอาหาร มีห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพอาหารทางประสาทสัมผัส และบุคลากรที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน เพื่อถ่ายความรู้และทักษะการทดสอบทางประสาทสัมผัสและการปฏิบัติ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-201-7000 หรือ www.dss.go.th และ Facebook กรมวิทยาศาสตร์บริการ ในวันและเวลาราชการ

(วันที่ 18 มกราคม 2566)  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงบทเพลง อมตะสยาม ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนเทียมร่วมมิตร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยแห่งชาติ พร้อมคณะผู้บริหาร อว. และประชาชนร่วมงาน ซึ่งเป็นการแสดงศิลปะดนตรีจากโครงการขยายผลต่อยอดนวัตกรรมเพลงพื้นบ้านเพื่อเผยแพร่ให้เป็นมรดกชาติ ดำเนินการโดย มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นปีที่ 3 โดยนำเพลงพื้นบ้าน เพลงโบราณของภูมิภาคต่างๆ มาแสดงออกในรูปแบบของวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา เพื่อเป็นการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการเสริมสร้างสิ่งใหม่บนรากฐานสิ่งเก่า รักษาเสถียรภาพและอัตลักษณ์ของสังคมไทยให้สืบทอดและคงอยู่ต่อไป

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันจะเห็นว่าศิลปวัฒนธรรม นับวันจะมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น มีช่วงหนึ่งที่ศิลปวัฒนธรรมไทยหาย แต่เวลานี้ก็มีความโดดเด่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย อาหารไทย นวดแผนไทย เสื้อผ้าไทย รวมถึงดนตรีไทย ซึ่ง อว. ทำเรื่องนี้ไม่ใช่ทำให้เก็บเป็นของเก่า แต่เป็นเพราะว่าเก็บของเก่ามาใส่เสน่ห์สมัยใหม่ ความทันสมัยของสมัยใหม่ และก็รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบ ศิลปะสุนทรียภาพ ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดี ที่ศิลปะ สุนทรียะ และอารยธรรม หลายร้อยปี บรรดาคนที่ทำให้ศิลปิน ศิลปะ ดนตรีไทยมีลมหายใจ คือ อาจารย์สุกรี เจริญสุข อาจารย์ได้มาขอทุน จาก กระทรวง อว. ไปทำวิจัย ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ฟังได้ วิจัยที่ชมได้ วิจัยไม่ได้มีแค่กระดาษและหนังสือ หรือแค่เป็นการตีพิมพ์เท่านั้น แต่วิจัยบางอย่างของ อว. ก็กินได้ การวิจัยอาหาร ส่วนวิจัยที่จะได้รับชมรับฟังในวันนี้ เป็นวิจัยที่ฟังไพเราะเสนาะหู ทำให้คิดถึงความหลัง ทำให้คิดถึงปัจจุบัน ทำให้คิดถึงอนาคต เป็นกระแสเดียวกันได้ ขอแสดงความชื่นชม อาจารย์สุกรี เจริญสุข และคณะนักดนตรี เป็นอย่างมากที่ช่วยรังสรรค์ศิลปวัฒนธรรมเพลงไทยให้คงอยู่ต่อไป

 

การแสดงดนตรี “อมตะสยาม” เป็นการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ สังคม วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ผ่านการนำกลับมาเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นใหม่ เพื่อทำการบันทึกเสียงเก็บไว้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการรักษาสืบทอดบทเพลงที่สำคัญของชาติไว้ รวมถึงเพื่อใช้ในการศึกษา การค้นคว้า อ้างอิง โดยบรรเลงบทเพลงผ่านวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งเพลงชุดอมตะสยามได้เรียบเรียงบทเพลงโดย พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล ดร.ปิยะวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ การแสดงดนตรี “อมตะสยาม” ในครั้งนี้ ประกอบด้วยเพลง สรรเสริญถวายไชยมงคล รัชกาลที่ 5 เพลงวอลซ์ปลื้มจิตร เพลงเขมรไทรโยค เพลงสายสมร เพลงลาวดวงเดือน เพลงสุดใจ เพลงคลื่นกระทบฝั่ง เพลงเชิดจีน เพลงลาวแพนออกซุ้ม และเพลงสิบสองภาษา ซึ่งระหว่างการบรรเลงเพลง ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ได้สร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมประกอบบทเพลง การแสดงดนตรี ด้วย

 

(24 มกราคม 2566 ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสำเร็จโครงการวิจัยฯ ที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามผลสำเร็จ โครงการวิจัยภายใต้หัวข้อ เรื่อง “การต่อยอดองค์ความรู้สู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์กัญชงด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่”

 

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนินทร์ มหัทธนชัย หัวหน้าโครงการวิจัย แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และทีมวิจัย ดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าใยกัญชงผ่านการเล่าเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ณ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากหัตถกรรมการทอผ้าจากใยกัญชงของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมส่งเสริมคุณค่าทางภูมิปัญญาที่สืบทอดมาแต่โบราณ ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมเครื่องทอผ้าจากงานวิจัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทอผ้าจากวิธีแบบดั้งเดิม  การเล่าเรื่องและการออกแบบลวดลายเชิงสร้างสรรค์ ผ้าใยกัญชง หรือ ผ้าที่ถูกถักทอมาจากต้นกัญชง ซึ่งเป็นพืชล้มลุก ลักษณะคล้ายกัญชา แต่เนื่องจากมีน้ำมันน้อยกว่ากัญชาและมีคุณสมบัติที่พิเศษเส้นใยเรียงตัวเป็นแนวตั้งอย่างสม่ำเสมอ สวยงาม มีความเหนียวทนทาน ดูดซับความชื้นได้เป็นอย่างดี ทำให้เสื้อผ้าใยกัญชงแท้นั้นแห้งเร็ว ระบายอากาศได้ดี นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในการถักทอเสื้อผ้า

 ซึ่งโครงการวิจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมเครื่องทอผ้าใยกัญชงเพื่อทดแทนการทอผ้าแบบดั้งเดิม โดยนำองค์ความรู้มาถ่ายทอดแก่วิสาหกิจชุมชนดาวม่าง งานผ้าใยกัญชง  บ้านแม่สาน้อย ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าใยกัญชงในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ชุดเดรสใยกัญชง เสื้อเอวลอยผ้าใยกัญชงเขียนเทียนตกแต่งลายปักม้ง เสื้อคลุมใยกัญชงจากสีธรรมชาติ หมวกใยกัญชง กระเป๋าปักลวดลาย เป็นต้น ซึ่งเศษวัตถุดิบเหลือทิ้งจากกัญชงจะถูกนำมาพัฒนาขึ้นให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สู่การจัดการขยะชุมชนให้เป็นศูนย์ (Zero waste) ก่อให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG) และการให้ความรู้กับชุมชนส่งเสริมการตลาดแบบดิจิทัลผ่านระบบ (Platform Finver Application) สู่การยกระดับนวัตกรรมที่สร้างผลผลิตและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ ผ้าใยกัญชง ผ้าทอที่มีลวดลายสวยงามสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งทำให้ได้รับความนิยมในประเทศไทยรวมถึงในต่างชาติ ตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย หากท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดาวม่าง งานผ้าใยกัญชง สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ ผ่าน Facebook : ดาวม่าง เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าชนเผ่า ผ้าใยกัญชง หรือทาง Line : 081-162-1722

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จัดโครงการพัฒนาทักษะอาชีพนักชิมอาหารปรุงสำเร็จคนพิการทางการเห็นเพื่อสร้างรายได้เสริม  ณ ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยความร่วมมือของ ผศ. ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี (มจธ.) และ ผศ.ดร.อุศมา สุนทรนฤรังษี (มก.) ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้ให้กับคนพิการทางการเห็น ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพนักชิมอาหาร และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการอย่างยั่งยืน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านที่ 5 ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

 

ผศ.ดร.อุศมา สุนทรนฤรังษี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) 

ผศ. ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

 

ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานวิจัยพัฒนาศักยภาพของคนพิการทางการเห็นมาตั้งแต่ปี 2558 เริ่มจากการทำโปรไฟล์กลิ่นฝักวนิลา การจัดกลุ่มกลิ่นข้าวหุงสุก ซึ่งพบว่า คนพิการทางการเห็นมีความสามารถในการจำแนกกลุ่มกลิ่นได้แม่นยำ นอกจากนี้ยังมีความแม่นยำในการประเมินความกรอบของขนมกรุบกรอบได้ใกล้เคียงกับการใช้เครื่องมือวัดฯ มากกว่าคนสายตาปกติ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนพิการทางการเห็นไม่สามารถนำจุดเด่นเหล่านี้ มาสร้างรายได้ให้กับตัวเอง จึงเห็นว่า น่าจะหาโอกาสนำศักยภาพของคนพิการทางการเห็นมาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือหาอาชีพใหม่หรืออาชีพอิสระ ที่ใช้ทักษะด้านการรับรสและกลิ่นที่ค่อนข้างดีกว่าคนปกติทั่วไป  ทำให้ “นักชิมอาหาร” เป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่คนพิการทางการเห็นสามารถพัฒนาตนเองเป็น “นักชิมอาหารปรุงสำเร็จมืออาชีพ” ได้ในอนาคต

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวยังจะช่วยเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับผู้พิการทางการมองเห็นได้มีโอกาสใช้ความสามารถในการเป็นนักชิมเพื่อเข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการยอมรับและการให้โอกาสจากทุกภาคส่วน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกด้วย

 

ข่าวล่าสุด

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
1161803
1348652
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
1027
1233
5965
1334019
17483
31501
1348652